Surveillance Technology Center disaster. 
http://www.thaiitwatch.org/ 
 
 

"กระบวนการติดตามคนหายกรณีเด็กติดเกมหรือแชททางอินเตอร์เน็ต"

 

1. การตรวจสอบข้อมูล                                             

1.1   การตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน

       1. การตรวจสอบทรัพย์สิน/รูปพรรณ/เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคนหาย
               
            ในเบื้องต้นขอให้ครอบครัวหรือญาติคนหาย สอบถามจากบุคคลซึ่งเป็นผู้พบเห็นคนหายครั้งสุดท้ายเพื่อให้ ทราบข้อมูลในส่วนรูปพรรณและเสื้อผ้าที่ผู้หายสวมใส่เป็น      ครั้งสุดท้าย เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นจุดสังเกตคนหาย
        2. การหาเบาะแสจากห้องนอนของคนหาย คือ แนวทางค้นหาเบาะแสอีกทางหนึ่งในการติดตามหาคนหาย เมื่อเข้าไปยังห้องนอนของคนหายแล้ว สิ่งที่ควรตรวจสอบ เช่น

  • ตู้เสื้อผ้าของคนหาย  เพื่อตรวจสอบว่าคนหายมีการเก็บเสื้อผ้าไปด้วยหรือไม่ หากมีเก็บเสื้อผ้าแสดงว่า  คนหายได้เตรียมตัวเป็นอย่างดีในการหนีออกจากบ้าน และถ้า  คนหายไม่เก็บเสื้อผ้าไป  มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินกับคนหาย จึงทำให้คนหายไม่กลับบ้านตามปกติ แต่ทั้งนี้ การหายออกจากบ้านบางกรณี คนหายก็ไม่เก็บเสื้อผ้าหรือทรัพย์สินใด ๆ ไปด้วยเลย
  • สมุด/หนังสือเรียนของคนหาย อาจจะทำให้พบเบาะแสสำคัญในการติดตามคนหาย เนื่องจากคนหายอาจจะจดหมายเลขโทรศัพท์ หรือที่อยู่ หรือชื่อคนที่รู้จักกันไว้ในเอกสารเหล่านั้น หรือจดหมายที่เขียนลาไว้ให้ครอบครัวซึ่งจะทำให้ครอบครัวทราบเบาะแสว่าคนหาย หายออกจากบ้านไปเพราะสาเหตุใด และอาจจะเชื่อมโยงกับแนวทางการติดตามคนหายด้วย
  • จุดที่คนหายเคยวางทรัพย์สินหรือเงิน  เพื่อตรวจดูว่าคนหายได้มีการเก็บทรัพย์สินไปหรือไม่ หากเก็บทรัพย์สินไปด้วยทั้งหมด หมายถึง มีการเตรียมตัวที่จะออกจากบ้าน   แต่หากไม่มีการนำทรัพย์สินติดตัวไป  นั่นอาจหมายถึงว่า คนหายไม่มีการเตรียมตัวก่อนหายไป หรือ ไม่ได้ตั้งใจที่จะไป
       3.  การสืบค้นเบาะแสจากบุคคลแวดล้อม ถือว่าเป็นเบาะแสสำคัญในการติดตามคนหายจากการติดเกม หรือติดแชทไลน์  เนื่องจากคนหายไปในลักษณะดังกล่าว มักจะติดต่อกับเพื่อนๆ ที่รู้จัก หรือขอไปพักอาศัยกับคนรู้จัก รวมถึง  คนหายอาจเคยเล่าเรื่องของบุคคลแปลกหน้าที่กำลังคบหากัน ดังนั้น ครอบครัวคนหายควรไปสอบถามเบาะแสจากบุคคลดังต่อไปนี้ 
  • สมาชิกในบ้าน คือ บุคคลที่มีความสนิทสนมและใกล้ชิดกับคนหายมากที่สุด เนื่องจาก คนหายอาจเล่าหรือระบายเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง ซึ่งข้อมูลตรงจุดนี้อาจจะนำมาประมวลเป็นเบาะแสได้ เช่น คนหายอาจจะเคยเล่าถึงเพื่อนสนิท หรือเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันในการเล่น  แชทไลน์ทางอินเตอร์เน็ตซึ่งเมื่อนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลกันแล้ว อาจจะทำให้ทราบว่าคนหายอาจจะไปพักอาศัยอยู่กับใคร
  • เพื่อนบ้าน คือ บุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ครอบครัวคนหายควรเข้าไปสอบถามข้อมูล เนื่องจากเพื่อนบ้านที่อาจพบเห็นคนหาย ขณะกำลังออกจากบ้าน อาจจะทำให้ทราบว่าใครเป็นคนมารับคนหาย หรือว่าคนหายไปเองตามลำพัง และเดินทางออกไปเช่นไร
  • เพื่อนสนิทของคนหาย ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนหายเนื่องจากคนหายไปนั้น อาจเคยเล่าเรื่องการเล่นแชทไลน์ให้เพื่อนสนิทฟัง หรือบางครั้งเพื่อนสนิทของคนหายก็อาจจะเป็นกลุ่มที่เล่นแชทไลน์ด้วย ซึ่งจะทำให้ครอบครัวคนหายทราบข้อมูลเกี่ยวกับคนที่ล่อลวงคนหายไปว่าเป็นใคร  ทั้งนี้  การสอบถามเพื่อนสนิทของคนหายนั้น ทางครอบครัวไม่ควรไปสอบถามเองโดยตรง แต่ควรให้อาจารย์ประจำชั้น หรือผู้ปกครอง เป็นผู้เรียกเด็กมาสอบถามเป็นรายคน จะได้รับคำตอบที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า
  • อาจารย์ที่ปรึกษาของคนหาย เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมที่ทางครอบครัวไม่เคยรับรู้มาก่อน ดังนั้น ผู้ปกครองควรสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษาของ      คนหายว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนหายอย่างไร เพราะสิ่งนี้อาจเป็นเบาะแสสำคัญในการประเมินหาสาเหตุแห่งการหายตัวของคนหาย
1.2  การตรวจสอบข้อมูลในอินเตอร์เน็ต

             การค้นหาข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และจากเว็บไซต์ต่าง ๆ  ที่คนหายเคยเข้าไปเล่นหรือใช้งาน โดยการนำ E-mail  ของคนหาย ไปค้นหาใน  www.google.com  ซึ่งอาจทำให้ทราบว่า คนหาย ได้เข้าไปใช้บริการใน  Hi5, Facebook และ MySpace หรือไม่ เนื่องจากเว็บไซต์เหล่านี้      เด็ก ๆ กล้าจะเขียน กล้าเล่าถึงความรู้สึกและความเป็นไปต่าง ๆ ในชีวิต ที่อาจไม่เคยเล่าให้ใครฟัง หรือแม้แต่พ่อแม่ ซึ่งอาจทำให้ได้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการสืบหาตัวคนหายต่อไป

1.3  การตรวจสอบข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตที่บ้าน

               ในกรณีที่ที่บ้านมีคอมพิวเตอร์ หรือโน๊คบุ๊คที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้นั้น ขอให้ครอบครัวตรวจสอบคอมพิวเตอร์ หรือโน๊คบุ๊คที่คนหายใช้เป็นประจำดังนี้

                1.  เปิดเครื่องแล้ว  คลิกที่  My Documents

                2.  เมื่อเปิดเข้าไปแล้ว  ให้คลิกที่  บันทึกการสนทนาของฉัน

                3.  เมื่อเปิดเข้าไปจะพบรายงานการสนทนาของคนหาย กับเพื่อน   ทางอินเตอร์เน็ต  ซึ่งจากข้อมูล     ตรงส่วนนี้ อาจทำให้ทราบว่าบุคคลที่ชักชวนคนหายออกไปเป็นใคร

1.4  การตรวจสอบข้อมูลจากเพื่อนสนิทคนหาย

                ในกรณีนี้ทางครอบครัว ควรสอบถามจากเพื่อนสนิทของคนหายว่า โดยปกติแล้วคนหายเข้าไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตอะไรบ้าง  และรู้ E-mail หรือ Password ของคนหายหรือไม่ นอกจากนี้ อาจสอบถามเรื่องของบุคคลต้องสงสัยกับเพื่อนของคนหายด้วย

1.5  การตรวจสอบการโพสต์ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตของคนหาย มีวิธีการ  ดังนี้

               1. ให้นำ E-mail ของคนหาย หรือบุคคลต้องสงสัยไปค้นหาใน www.google.com จะทำให้ทราบว่า เคยเข้าไปโพสต์ข้อความหาเพื่อนในอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ใดบ้าง หรือสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการของเว็บไซต์   ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้ทราบข้อมูลของคนหาย และบุคคลที่ต้องสงสัย

                2.  หากพบว่า บุคคลต้องสงสัยเป็นสมาชิกเว็บไซต์ใด เว็บไซต์หนึ่ง ทางครอบครัวสามารถประสานงานหาเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยได้  หลังจากนั้น ขอให้ทางครอบครัวแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี  เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว  หากได้รับการยืนยันว่าเป็น บุคคลเดียวกัน  อาจมีการดำเนินการตรวจสอบยังที่พักของบุคคลต้องสงสัยได้

1.6  การตรวจสอบข้อมูลในสถานที่ซึ่งคาดว่าคนหายไป

               1. การตรวจสอบบ้านเพื่อน  ซึ่งคนหายอาจจะไปขออาศัยอยู่ด้วย โดยปกติแล้วจะอยู่ไม่นานนัก และจะสับเปลี่ยนไปนอนบ้านเพื่อนคนอื่นๆ วิธีการตรวจสอบ ควรไปที่โรงเรียนของคนหาย เพื่อสอบถามที่อยู่ของเพื่อนจากอาจารย์ประจำชั้น จากนั้นอาจจะไปสังเกตที่บ้านเพื่อนด้วยตนเอง เนื่องจากเพื่อนของคนหายอาจจะช่วยกันปกปิดข้อมูล การไปตรวจสอบตามบ้านเพื่อนของคนหายที่ต้องสงสัยว่าคนหายจะไปอยู่ด้วยนั้น หากเป็นกรณีเพื่อนที่ครอบครัว   ไม่รู้จัก หรือว่าบ้านของเพื่อนอยู่ในชุมชนแออัด  หรือการไปตรวจสอบดังกล่าวอาจจะเกิดอันตราย ครอบครัวคนหายควรไปขอความช่วยเหลือยังสถานีตำรวจในเขตท้องที่นั้นๆ ตั้งอยู่ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเดินทางมาร่วมในการสอบถามข้อมูลด้วย

                2. การตรวจสอบที่ร้านเกม ในเบื้องต้นให้ครอบครัวไปตรวจสอบยังร้านเกม ที่คนหายชอบใช้บริการก่อน เพื่อตรวจสอบว่า หลังจากหายตัวไปแล้วนั้น คนหายได้มาใช้บริการอีกหรือไม่ หากคนหาย ยังคงมาใช้บริการอยู่มีความเป็นไปได้ว่า คนหาย อาจพักอาศัยอยู่ในละแวกบ้าน  นอกจากนี้ ยังสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนของคนหายที่รู้จักกันในร้านเกม  เพราะเพื่อนที่รู้จักกันในร้านเกม อาจเป็นผู้ให้ที่พักแก่คนหาย

                3. การตรวจสอบที่วัด หากทางครอบครัวได้ตรวจสอบที่บ้านเพื่อนแล้วยังไม่พบตัวคนหาย อาจลองตรวจสอบที่วัด  ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียง เพราะคนหายอาจไปอาศัยหลับนอน และหาข้าวทานที่นั่นได้

                4. การตรวจสอบที่ตลาด สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งชุมชนอีกแห่งที่       คนหายอาจอาศัยเป็นที่หลับนอน และนั่งขอเงิน เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพต่อไป

                5. การตรวจสอบบริเวณที่พบกลุ่มเด็กเร่ร่อน กลุ่มเด็กเร่ร่อนคือกลุ่มเด็ก   ส่วนหนึ่งที่เข้ามาใช้บริการร้านเกม และมีลักษณะของการมั่วสุม ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่คนหายจะรู้จักหรือเป็นเพื่อนกับกลุ่มเด็กเร่ร่อนที่เพิ่งจะเข้ามาเล่นเกมในร้าน และมีการชักชวนคนหายให้ออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนด้วยกัน

               ทั้งนี้ การติดตามไปยังสถานที่ที่กลุ่มเด็กเร่ร่อนพักอาศัยอยู่นั้น ทางครอบครัวไม่ควรไปตรวจสอบด้วยตัวเองตามลำพัง เพราะอาจเกิดอันตรายได้ ครอบครัวคนหายควรไปติดต่อยังสถานีตำรวจท้องที่นั้น ๆ ให้เจ้าหน้าที่สายสืบหรือสายตรวจลงพื้นที่ด้วย

                 6. การตรวจสอบข้อมูลจากเบาะแสที่ได้มากรณีที่ทางครอบครัวทราบข้อมูล ชื่อ-นามสกุล หรือ ที่อยู่ของบุคคลที่ต้องสงสัยว่า พาคนหายไปนั้น ให้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว หากได้รับการยืนยันว่าเป็น บุคคลเดียวกัน   อาจมีการดำเนินการตรวจสอบยังที่พักของบุคคลต้องสงสัยได้

1.7  การตรวจสอบข้อมูลที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก

                 สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก  คือ  สถานที่ควบคุมตัวเด็ก และเยาวชนที่ถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิดจริง และโดยหลักแล้วหากเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดแล้ว ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ย่อมมีการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเด็ก เพื่อประสานงานไปหาครอบครัวให้ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว  แต่ ณ ปัจจุบันได้มีเด็กอีกหลายคน ที่มิได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนเอง เนื่องจากอับอาย กลัวโดนตำหนิหรือมิอยากให้ผู้ปกครองเสียใจ จึงแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ทำให้ไม่สามารถประสานงานหาครอบครัว เพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าวได้  ดังนั้น สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งครอบครัวควรไปตรวจสอบ หลังจากที่ได้ตรวจสอบยังสถานที่มีเบาะแส หรือต้องสงสัยหมดสิ้นแล้ว ให้ทางครอบครัวโทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องเอกสาร หรือการดำเนินการตรวจสอบดังกล่าว ที่หมายเลขโทรศัพท์ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลสถานพินิจและคุ้มครองเด็กทั่วประเทศ  ที่หมายเลขโทรศัพท์  0-2502-8011 หรือ 0-2502-8276




2. การแจ้งความคนหาย                                                         

       การแจ้งความคนหาย  หมายถึง  การแจ้งความกรณีคนหายกับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจเพื่อลงรายงานบันทึก ประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการสืบค้นของระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี เรื่องคนหายพลัดหลงต่อไป

  • ขั้นตอนการแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจ
    1.  พบพนักสอบสวนเพื่อให้สอบถามรายละเอียดและสอบปากคำผู้แจ้งเกี่ยวกับข้อมูลของคนหาย

    2.  เจ้าหน้าที่เสมียนประจำวันคดีลงบันทึกประจำวัน

    3.  พนักงานสอบสวนมอบสำเนาบันทึกประจำวันให้แก่ผู้แจ้ง (ในกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่มอบสำเนา บันทึกประจำวันดังกล่าวให้ ผู้แจ้งความต้องร้องขอ)

    4.  ให้ผู้แจ้งขอชื่อและหมายเลขโทรศัพท์มือถือของพนักงานสอบสวนที่รับแจ้งความไว้ด้วย
    สำหรับการประสานงานเพื่อสอบถามความคืบหน้า

  • สิ่งที่ต้องเตรียมไปด้วย

1. ภาพถ่ายของคนหาย ไม่ควรส่งภาพให้ทางแฟกซ์เพราะจะทำให้ภาพไม่ชัดเจน

2. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง  เพื่อยืนยันความสัมพันธ์

3. จากนั้นให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ให้ได้มากที่สุด (ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูล (1) )  หากพบสมุดบันทึกหรือจดหมายให้นำไปด้วย

  • แจ้งความคนหายได้แม้ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง

           ปัญหาที่ครอบครัวคนหายพบเสมอในการแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจ คือ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธการรับแจ้งความ โดยอ้างเหตุผลว่า คนหายยังหายไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง  จึงไม่สามารถรับแจ้งความดังกล่าวไว้ได้    

          ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน   เนื่องจากตามข้อกฎหมายในระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 14 เรื่องคนหายพลัดหลง ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการรับแจ้งความคนหายในปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องหายไปเกินกว่า 24 ชั่วโมง  จึงจะแจ้งความคนหายได้

         แต่ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะใช้ดุลพินิจในการไม่รับแจ้งความได้  ในกรณีที่ไม่สมควรแก่เหตุ  เช่น  การกลับบ้านคลาดเคลื่อนจากเวลาปกติที่เคยกลับเพียง 2 – 3 ชั่วโมง ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ  เนื่องจากผู้หาย อาจจะติดธุระหรือมีเหตุจำเป็นเรื่องอื่นจึงทำให้กลับบ้านช้ากว่าปกติ  เป็นต้น

        ดังนั้น การแจ้งความคนหาย จึงสามารถแจ้งได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องหายไปครบ 24 ชั่วโมง แต่อย่างใด  อีกทั้งถ้าเป็นกรณีเร่งด่วน เช่น  เด็ก คนชรา หรือผู้ป่วยที่มีอาการทางสมองหายออกจากบ้านไป   สามารถแจ้งความเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที


 ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์  มูลนิธิกระจกเงา  http://www.backtohome.org/

อ่าน 472 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 โดนแอบอ้างชื่อและภาพมาทำเป็น Facebook ตัวปลอม ทำไงดีค่ะ ทำไงดีครับ?
 ข้อควรระวังในการใช้ Social Network
 สถานการณ์ภัยเทคโนโลยี(พ.ศ. 2554)และกรณีศึกษา
 เตือนภัยจากการเล่น Social network
 การโพสต์ข้อมูลส่วนตัวไว้ในเว็บไซต์ต่างๆ
 การดูแลเด็กในยุคไอที Do and Don’t
 ปัญหาเด็กติดเกม
 เด็กหายจากการเล่นเกม
 เด็กหายจากการแชท
 ข้อมูลพื้นฐานของเด็กที่ผู้ปกครองควรจะมี
 กระบวนการติดตามคนหายกรณีเด็กติดเกมหรือแชททางอินเตอร์เน็ต
 การดูแลเด็กภายหลังจากพบตัวแล้ว (กรณีเด็กหาย)